อาหารคีโตเจนิคก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน

อาหารคีโตเจนิคก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน
• ในช่วง 1-3 สัปดาห์แรกที่เริ่มต้นกินคีโตเจนิค เช่น ร่างกายอาจอ่อนล้า อ่อนเพลีย หมดแรงง่าย อาจรู้สึกวิงเวียน ปวดศีรษะ หน้ามืด และความดันโลหิตลดลง เป็นต้น

• มวลกล้ามเนื้ออาจลดลง ซึ่งเป็นผลจากปริมาณอินซูลินที่ลดลง

• บางรายอาจพบมวลกระดูกลดลงจากการได้รับแคลเซียม และวิตามินดีลดลง ด้วยข้อจำกัดของอาหารที่กิน เพราะกินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจทำให้แร่ธาตุบางอย่างขาดหายไป

• พบอาการท้องผูกในบางราย เพราะมีการได้รับกากใยอาหารจากผัก และผลไม้ไม่เพียงพอ

• อาจพบอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หรือที่เรียกว่า “หวัดคีโต” ได้ เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารหรือแร่ธาตุบางอย่างไม่เพียงพอ จึงอาจทำให้ป่วยได้ง่าย

• มีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง วิตามินซี และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตได้ จากความไม่สมดุลของสารอาหารในร่างกาย

• ผู้มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง ที่จำเป็นต้องได้รับไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัวชนิดต่าง ๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล เรื่องไขมันในเลือดเป็นเรื่องใหญ่เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ ได้ ดังนั้น จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนอยู่เสมอ

ข้อควรระมัดระวังเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่สนใจกินคีโตเจนิค
อาหารคีโตอาจเป็นประโยชน์กับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และเบาหวานชนิดที่ 2 เท่านั้น เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับคีโตเจนิคยังคงเป็นแค่การศึกษาผลในระยะสั้น ยังไม่พบการศึกษาของผลในระยะ จึงควรปรึกษาแพทย์นักโภชนาการเพื่อให้ช่วยแนะนำและปรึกษาเมื่อพบปัญหา และควรตรวจติดตามสุขภาพในเรื่อยๆ จะได้ทราบว่ามีผลข้างเคียงหรือปัญหาอะไรหรือไม่